วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ไวรัสตับอักเสบเอ อันตรายถึงชีวิต จริงหรือ?

ไวรัสตับอักเสบเอ อันตรายถึงชีวิต จริงหรือ?
บี น่าจะเป็นโรคที่หลายคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ที่พบบ่อยๆ น่าจะเป็นไวรัสตับอักเสบชนิด “บี” มากกว่าชนิดอื่นๆ เพราะพบบ่อยกว่า แต่ไวรัสตับอักเสบ “เอ” ก็มีโอกาสพบได้ในหมู่คนไทยเช่นเดียวกัน ไวรัสตับอักเสบเอ เหมือนหรือแตกต่างจากชนิดบี หรือซีอย่างไร ติดต่อกันทางไหน และป้องกันอย่างไร มาดูกันค่ะ

ก่อนอื่นมาดูความแตกต่างของไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นๆ ก่อนเลยดีกว่า

ไวรัสตับอักเสบ คืออะไร?
โรคไวรัสตับอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ หรือติดเชื้อของตับ มีอาการเฉียบพลัน หรืออาจเป็นเรื้อรัง จนกลายเป็นตับแข็งได้ บางคนมีเชื้อไวรัสในร่างกาย แต่ไม่แสดงอาการของโรค หรือเรียกว่าเป็นพาหะของโรคได้

ไวรัสตับอักเสบ มีกี่ชนิด?
จริงๆ แล้ว ไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิดมาก แต่ที่พบได้บ่อยๆ จะมีไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และ อี
ไวรัสตับอักเสบเอ
เป็นเชื้อที่แพร่กระจายได้ง่ายจากการดื่มน้ำ หรือทานอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หรือติดต่อผ่านทางน้ำลาย หรือปัสสาวะจากผู้ป่วย ระบาดได้ง่ายในสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันอย่างแออัด หรือแชร์น้ำแชร์อาหารร่วมกัน เช่น บ้านเด็กอ่อน ค่ายทหาร เป็นต้น แต่การระบาดยังไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในประเทศไทย

ไวรัสตับอักเสบบี
ร้อยละ 3 ของประชากรในแถบ AEC มีเชื้อไวรัสนี้อยู่ในตัว หรือเป็นพาหะนำโรค สาเหตุมักเกิดจากการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการป่วยอาจพัฒนากลายเป็นโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ โดยโรคนี้ติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่ง น้ำเหลือง  เลือด และทางเพศสัมพันธ์ (คล้ายเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์) เช่น ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ใช้เข็มสักที่ไม่สะอาด ใช้ของมีคมอื่นๆ ร่วมกัน

ไวรัสตับอักเสบซี
พบมากรองลงมาจากชนิดบี มีวิธีติดต่อเหมือนกันกับชนิดบี และยังสามารถกลายเป็นไวรัสตับอักเสบชนิดเรื้อรังที่อาจเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ในภายหลังเหมือนกัน แต่หากผมในระยะแรกๆ จะสามาระรักษาให้หายขาดได้

ไวรัสตับอักเสบดี
ไวรัสตับอักเสบดี เป็นไวรัสที่แฝงมากับไวรัสตับอักเสบบี พบในยุโรปมากกว่าเอเชีย เป็นเชื้อไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอาศัยส่วนประกอบของไวรัสตับอักเสบบีในการแบ่งตัว ดังนั้การติดเชื้อชนิดดี จึงอาจมาพร้อม หรือหลังจากที่ได้รับเชื้อชนิดบีเข้าไปแล้ว

ไวรัสตับอักเสบอี
เป็นชนิดที่ตรวจพบเจอในภายหลัง ผู้ป่วยจะแสดงอาการตับอักเสบเฉียบพลัน ตัวเหลืองตาเหลือง มีสาเหตุของการติดเชื้อมาจากการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ที่มีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ด้วย

แล้วไวรัสตับอักเสบเอ อันตรายมากน้อยแค่ไหน?
ในเมื่อในประเทศไทยพบไวรัสตับอักเสบบี หรือซีมากกว่า แล้วชนิดเอจะอันตราย หรือพบได้บ่อยมากน้อยแค่ไหน อันที่จริงหากพูดถึงความรุนแรงของโรคแล้ว ไวรัสตับอักเสบเอ จะรุนแรงน้อยกว่าชนิดบี และซี และไม่ค่อยพบกรณีที่เสียชีวิต แต่ในรายที่มีอาการหนักมาก ตับอักเสบรุนแรงมาก ประกอบกับตับอาจสุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เช่น ดื่มแอลกอฮอล์จัด และไม่ได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ ก็อาจอันตรายถึงตับวายเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อจากผู้ป่วย สู่ผู้ป่วยอีกคนหนึ่งได้ง่ายกว่าไวรัสตับอักเสบบี หรือซีที่ต้องผ่านเลือด น้ำเหลือง หรือเพศสัมพันธ์ เพราะไวรัสตับอักเสบเอติดต่อทางอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อ ติดต่อผ่านน้ำลาย ที่อาจเกิดจากการใช้ช้อน หรือแก้วน้ำร่วมกับผู้ป่วย ดังนั้นไวรัสตับอักเสบเอจึงอันตรายในแง่ของการแพร่กระจายได้โดยไม่รู้ตัว และยากต่อการควบคุม

virus-liver-1
ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อผ่านทางใดบ้าง?
- ใช้ช้อนส้อม แก้วน้ำ ร่วมกับผู้ป่วย หรือไม่ใช้ช้อนกลางในการตักอาหารทานร่วมกัน
- ไม่ล้างมืออย่างสะอาดหลังเข้าห้องน้ำ
- มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วย
- รับประทานอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

ใครที่มีความเสี่ยงต่อโรคไวรัสตับอักเสบเอ?
ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุข ที่ต้องดูแลผู้ป่วย ผู้ที่ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับตับอยู่แล้ว ผู้ที่เพิ่งเดินทางมาจากประเทศที่กำลังมีการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบเอ ผผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หรือต้องแชร์น้ำอาหารร่วมกันกับคนหมู่มาก ผู้ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด รวมถึงชายรักชาย และผู้ที่เป็นโรคที่ต้องเข้ารับการถ่ายเลือดบ่อยๆ

ไวรัสตับอักเสบเอ มีอาการอย่างไร?
- มีไข้ อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้อาเจียน
- ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
- ท้องร่วง ท้องเสีย
- ตาเหลือง ตัวเหลือง

ไวรัสตับอักเสบเอ มีวิธีป้องกันอย่างไร?
  1. รักษาความสะอาดอยู่เสมอ ล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ ล้างมือก่อนทานอาหาร
  2. ไม่ใช้อุปกรณ์ในการทานอาหาร หรือดื่มน้ำจากแก้วร่วมกับผู้อื่น
  3. ทานอาหารที่สด สะอาด ถูกหลักอนามัยอยู่เสมอ
  4. ฉีดวัคซีนป้องกนโรคไวรัสตับอักเสบเอ อาจรับพร้อมกันกับวัคซีนโรคอื่นๆ ได้พร้อมกัน เช่น ไวรัสตับอักเสบบี บาดทะยัก คอตีบ ไข้สมองอักเสบ เป็นต้น

แม้ว่าในสังคมไทย ในหมู่เพื่อน อาจมีการทานอาหารร่วมกัน ดื่มน้ำจากแก้วเดียวกันอยู่บ้าง หากแต่การป้องกันตัวเองจากการหลีกเลี่ยงใช้ภาชนะร่วมกัน ไม่ได้หมายความว่ากำลังแสดงท่าทางรังเกียจผู้อื่น หรืออะไรทำนองนั้นทั้งสิ้น ดังนั้นอยากให้มองว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่สาเหตุ เพื่ออนาคตของชีวิตเราและครอบครัวจะดีกว่าค่ะ

อิ่มท้องพร้อมสุขภาพดีกับ 5 เมนูไข่ขาว ทำง่ายภายใน 5 นาที

อิ่มท้องพร้อมสุขภาพดีกับ 5 เมนูไข่ขาว ทำง่ายภายใน 5 นาที
    ปัจจุบันนี้ใครๆ ก็หันมาสนใจและดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ทั้งเรื่องการออกกำลังกาย และเรื่องอาหารการกิน ซึ่งอีกหนึ่งปัญหาที่คนมักจะพูดถึงก็คือ “ไม่มีเวลา” ด้วยความที่หลายๆ คนต้องออกจากบ้านไปทำงานแต่เช้า กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกซะแล้ว ดังนั้นวันนี้เราเลยมีเมนูที่ทำง่ายๆ ในห้านาที แถมสุขภาพดีมาฝากกันด้วย มีเมนูอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!
     โจ๊กไข่ขาวไร้แป้ง (3นาที)

เนื้อโจ๊กทำจากไข่ขาวล้วน ๆ ไขมันต่ำ โปรตีนสูง ทำง่ายด้วยไข่ขาวสำเร็จรูปต้มกับน้ำร้อนแล้วเอาไปอุ่นในไมโครเวฟ เมนูนี้สามารถเพิ่ม ผักหรือเนื้อสัตว์เข้าไปได้ตามชอบด้วยนะ
ส่วนผสม
-ไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์
- เครื่องปรุงรสตามชอบ เช่น ซีอิ๊วขาว, ซอสแม็กกี้
- น้ำร้อน
- เนื้อไก่สุกฉีกเป็นเส้น

วิธีทำ
- เทไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์ ลงในชามแล้วเติมน้ำร้อนลงไป ให้อัตราส่วนของไข่ขาวต้องมากกว่าน้ำร้อนประมาณครึ่งหนึ่ง และคนให้เข้ากัน
- อุ่นในโมโครเวฟประมาณ 1นาทีครึ่ง แล้วนำออกมาใช้ส้อมตีให้เนื้อละเอียด และนำเข้าไมโครเวฟอีก 1 นาที
- โรยด้วยเนื้อไก่สุกฉีก

แซนด์วิชไข่ขาวอะโวคาโด(5นาที)
     เริ่มต้นวันใหม่ท้องต้องอิ่ม! นี่เลยแซนด์วิชไข่ขาวต้ม อาหารเช้าเมนูไข่ขาวสุดง่ายสำหรับคนรักสุขภาพ แค่เอาไข่ขาวมาสับผสมกับมายองเนสไขมันต่ำโปะลงไปบนขนมปัง วางทับด้วยผักสลัด แล้วประกบขนมปัง
ส่วนผสม แซนด์วิชไข่ขาวต้ม
- ไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์
- อะโวคาโด
- ขนมปังชาร์โคล
วิธีทำแซนด์วิชไข่ขาวต้ม
1. นำไข่ขาวเข้าไมโครเวฟ 2 นาที บดผสมกับอะโวคาโด
2. ทาลงบนขนมปัง ประกบขนมปังอีกด้านเข้าด้วยกัน เพียง 5 นาทีก็ได้มื้อเช้าสุดพิเศษ พกไปทานระหว่างเดินทางก็ยังได้


ไข่ตุ๋นอกไก่ไมโครเวฟ(5นาที)
     มื้อเช้าแบบที่ตื่นสายก็ทำทัน ไข่ตุ๋นไมโครเวฟ ทำง่ายแถมได้ประโยชน์เหมาะกับคนรักสุขภาพ แค่มีไมโครเวฟก็ทำตามได้แล้ว
ส่วนผสม
- ไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์
- น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย
- อกไก่ฉีก
- น้ำปลา
- ต้นหอมซอย
วิธีทำไข่ตุ๋นไมโครเวฟ
1.เตรียมไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์ ใส่ถ้วย ใส่น้ำเปล่าและน้ำปลาลงไปตีผสมให้เข้ากัน
2.นำเข้าไมโครเวฟใช้โหมดละลายน้ำแข็ง ตั้งเวลาไว้ 4 นาที
3.นำออกจากเตา โรยด้วยอกไก่ฉีกกับต้นหอมซอย


สลัดไข่ขาว (4 นาที)
      เมนูไข่ทำง่าย มีส่วนผสมแค่ไม่กี่อย่าง ไข่ขาว และสามารถเพิ่มผักกับน้ำสลัดเข้าไปได้ตามใจชอบเลย
ส่วนผสม สลัดไข่ขาว
- ไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์ ต้มสับ
- ผักสลัดตามชอบ
- น้ำสลัดไขมันต่ำ
วิธีทำสลัดไข่ขาว
1. ต้มไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์ ให้สุก สับเป็นชิ้น
2. คลุกไข่ขาวต้มสับกับผักสลัดให้เข้ากัน
3. ราดด้วยน้ำสลัดไขมันต่ำตามใจชอบ
ไข่คนชีส (5 นาที)
      เมนูมื้อเช้าสุดสะดวกที่ทำง่ายมากๆ แบบกระพริบตาแป๊บเดียวก็เสร็จ! เมนูทำง่ายเหมาะสำหรับตอนเช้าของคนที่เวลาน้อย
ส่วนผสม
- ไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์ 1 ถ้วย
- นมสด ⅓ ถ้วย
- พามิซานชีสขูดฝอย
- เนยสด
- เกลือ
- พริกไทย
วิธีทำ ไข่คน
1. ผสมไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์ นม พามิซานชีสขูดฝอย ปรุงรสแล้วตีให้พอเข้ากัน
2. นำเข้าไมโครเวฟความร้อนสูงสุด 40 วินาที
3. นำไข่ที่ยังไม่สุกดีออกมากวนเพิ่ม ใส่เนยลงไปอีกนิดหน่อย เข้าไมโครเวฟอีก 30 วินาที
4. เช็คว่าไข่กวนสุกดี (ถ้ายังไม่สุก กวนแล้วใส่ไมโครเวฟต่ออีก 20 วิ) ตักใส่จาน โรยด้วยเกลือและพริกไทย แล้วทานได้เลย!

     ส่วนเคล็ดลับความสะดวกสบายที่ทำให้มื้ออาหารของเราง่ายขึ้น ก็คือไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์ ตราซีพี นั่นเอง เพียงแค่เปิดฝาแล้วเทก็พร้อมนำไปปรุงเมนูได้ตามชอบ ซึ่งไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์ ตราซีพีนั้น เป็นไข่ขาวแท้ 100% ซึ่งรับรองได้ว่า ปลอดเชื้อ คงคุณประโยชน์ แถมยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีอีกด้วย

      ไข่ขาวเหลวพาสเจอร์ไรซ์ ตราซีพี มี 2 ขนาดด้วยกัน
- ขวด 430 มล. ปริมาณไข่ขาวเท่ากับไข่ขาวในไข่ไก่เบอร์ 3 ถึง 13-15 ฟอง
- ขวด 2 ลิตร ปริมาณไข่ขาวเท่ากับไข่ขาวในไข่ไก่เบอร์ 3 ถึง 60 ฟอง

     มีเมนูแสนง่ายแถมมีประโยชน์มาเสิร์ฟถึงที่แบบนี้แล้ว จะพลาดได้ยังไง เดี๋ยวนี้ามารถสั่งออนไลน์ได้แล้วด้วยนะ
คลิ๊กเข้าไปสั่งซื้อหรือดูสินค้าและเมนูเพิ่มเติมได้เลยที่ https://shop.cpbrandsite.com/?WT.mc_id=61474

รู้จัก “ลูคีเมีย” โรคร้ายที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้...ไม่ใช่แค่ในซีรีส์เกาหลี

รู้จัก “ลูคีเมีย” โรคร้ายที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้...ไม่ใช่แค่ในซีรีส์เกาหลี
 โรคลูคีเมียหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวในภาพจำของคนไทยส่วนใหญ่ มักจะเป็นโรคยอดฮิตของนางเอกซีรีส์เกาหลี ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากเฉพาะในละครเท่านั้น
     แต่ในขณะที่หลายคนเชื่อว่าโอกาสที่โรคนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองนั้นเป็นไปได้ยาก รู้หรือไม่ว่าที่จริงแล้ว โรคลูคีเมียเป็นหนึ่งในโรคร้ายที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง และแม้จะสามารถรักษาให้หายขาดแต่ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็สูงมากเช่นกัน
     ดังนั้นโรคร้ายนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อกำลังใจของคนรอบข้างที่ต้องร่วมต่อสู้ไปกับผู้ป่วย รวมทั้งเรื่องของการแบกรับค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นในระหว่างการรักษาอย่างไม่คาดฝันด้วย
     Sanook! Health อยากพามารู้จักกับลูคีเมียกันสักนิด เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
     ลูคีเมียหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว คือ ภาวะที่ไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) ทำงานผิดปกติ และผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติออกมาเป็นจำนวนมาก จนไม่สมดุลกับเม็ดเลือดต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลให้ระบบการทำงานของเม็ดเลือดในร่างกายผิดปกติ
     ลูคีเมียเป็นโรคที่ไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ชนิดเรื้อรัง ซึ่งอาการจะค่อยๆ แสดงความรุนแรง และชนิดเฉียบพลัน ที่มีอาการรุนแรงกว่าและต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว โดยผู้ที่มีอาการของโรคลูคีเมียส่วนใหญ่จะมีไข้ติดต่อกันหลายๆ วัน ผิวซีดลง ผอมลง น้ำหนักตัวลด เบื่ออาหาร ต่อมน้ำเหลืองโต มีจุดเลือดออกหรือจ้ำเลือดตามตัว เลือดออกง่าย ปวดกระดูก ท้องอืด ตับโต และม้ามโต
     โดยปัจจัยที่บั่นทอนกำลังใจผู้ป่วยและคนรอบข้าง ไม่ได้มีแต่อาการเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงขั้นตอนการรักษาด้วยเคมีบำบัดที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและกินเวลานาน โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
     ระยะที่ 1: การให้ยาเคมีบำบัดติดต่อกันเป็นเวลา 1 – 2 เดือนแรก เพื่อรักษาให้หายจากโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว
     ระยะที่ 2: การให้ยาเคมีบำบัดในช่วงเวลาที่ห่างกันออกไปเป็นเวลา 2 เดือน และการฉายรังสีที่บริเวณศีรษะ เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ในน้ำไขสันหลังบริเวณรอบๆ สมอง ซึ่งในระยะที่ 1 และ 2 นี้ ถือเป็นระยะสำคัญ เนื่องจากปริมาณเม็ดเลือดขาวค่อนข้างต่ำ ผู้ป่วยต้องระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อ
     ระยะที่ 3: การให้ยาเคมีบำบัดในระยะเวลาที่ห่างกันมากขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี
เพื่อเป็นการคุมโรคให้สงบและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ปริมาณของยาที่ให้จะน้อยลงกว่าระยะที่ 1 และ 2 มาก คนไข้จะสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติ

     แต่นอกจากยาเคมีบำบัดจะเข้าไปทำลายเซลล์ที่ผิดปกติแล้ว ยังทำลายเซลล์ที่ปกติภายในร่างกายด้วย คนไข้จึงต้องระมัดระวังในเรื่องของการติดเชื้อ เช่น โรคอีสุกอีใส เพราะหากติดเชื้อแล้ว อาการจะทวีความรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับยาเคมีบำบัด
     ได้รู้ขั้นตอนของการรักษาแบบนี้แล้ว ก็คงได้เห็นว่าเรื่องของโรคร้ายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันและเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องเตรียมความพร้อม เพื่อรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงเรื่องของค่ารักษาเพื่อรักษาชีวิตของคนที่เรารักและห่วงใย
     อย่างเรื่องราวของเต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ ที่จู่ๆ ครอบครัวของเธอก็พบว่าน้องชายป่วยเป็นโรคนี้ และต้องจับมือกันเพื่อฝ่าฟันปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากโรคร้ายครั้งนี้
     ซึ่งเต้ยและครอบครัวมี “ตัวช่วย” ให้ผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่าง “เอไอเอ สู้ทุกระยะโรคร้าย”
     ซึ่งประกอบไปด้วยสัญญาเพิ่มเติม 3 ฉบับที่ให้ความคุ้มครองแก่คุณและคนที่คุณรักครอบคลุม 44 โรคร้ายแรง ในทุกระยะการรักษา ดังนี้
ระยะเริ่มต้น: รับเงินผลประโยชน์ทันที หากตรวจพบโรคร้ายแรงระดับต้นถึงระดับปานกลาง
ระยะรุนแรง: รับเพิ่มเงินผลประโยชน์ หากตรวจพบโรคร้ายแรงระดับรุนแรง
ระยะรักษา: รับเงินก้อนผลประโยชน์เพื่อเป็นค่ารักษาและค่าผ่าตัด
ระยะชดเชย: รับเงินชดเชยจากโรคร้ายแรง
ซึ่งสอดคล้องกับระยะการดูแลรักษาของโรคร้าย เป็น “ตัวช่วย” ที่อยู่กับคุณในทุกนาทีของชีวิต

     ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจในสุขภาพของตนเองและครอบครัวต่อโรคร้ายที่มักจะมาแบบไม่คาดฝันและไม่ได้อยู่แค่ในละคร และมองหาอีกตัวช่วยให้คุณและคนที่คุณรักสามารถผ่านไปได้ทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยสามารถติดตามรายละเอียดของประกันภัยโรคร้ายแรงและประกันสุขภาพอื่นๆ จาก AIA ได้ที่ www.aia.co.th หรือติดต่อตัวแทนเอไอเอ หรือโทร 1581 แล้วโรคร้ายจะไม่เป็น “ฝันร้าย” ของคุณและครอบครัว

ความดันโลหิตสูง แก้ได้ด้วย “โยคะบำบัด”

ความดันโลหิตสูง แก้ได้ด้วย “โยคะบำบัด”
ความดันโลหิตสูงภัยร้ายที่เป็นต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนเต็มไปหมด โดยเฉพาะกับหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญซะด้วยสิ ผู้สูงอายุควรระมัดระวังเป็นพิเศษ  ปัจจุบันพบว่าโยคะสามารถช่วยบำบัดรักษาโรคได้ แต่กับโรคความดันโลหิตสูง จะช่วยยังไงล่ะ อยากรู้ก็ตาม Sanook! Health มาอ่านให้กระจ่างกันเลย

อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า ความดันโลหิตสูง เกิดจากเลือดที่ไหลเวียนผ่านตามหลอดเลือดเกิดการผิดปกติขึ้น ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น เป็นคนทานอาหารติดเค็ม เป็นโรคไต อายุมาก อ้วน กรรมพันธ์ และความเครียด  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุของโรคนี้ได้

แล้ว โยคะ ช่วยได้จริงหรอ ?
โยคะ เป็นการออกกำลังกายประเภทหนึ่ง มีท่าหลากหลาย ช่วยให้เราควบคุมลมหายใจ ควบคุมการไหลเวียนเลือด ทำให้จิตใจสงบนิ่ง เมื่อจิตใจเราสงบละทิ้งทุกอย่าง ไม่คิดมาก ร่างกายของเราจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เป็นการรักษาความเครียด ทำให้ผ่อนคลายไปในตัว
จากการศึกษาของ Murugesan และคณะ กับผู้ป่วยโรคความดันสูงจำนวน 33 คน อายุ 35-65 ปี โดยการศึกษาแบ่งเป็นกลุ่มที่รักษาด้วยโยคะกับกลุ่มที่รักษาด้วยยาลดความดันโลหิต  ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับการบำบัดรักษาด้วยโยคะ ค่าความดันของหัวใจขณะบีบตัวลดลงร้อยละ 44 และค่าความดันขณะหัวใจคลายตัวลดลงร้อยละ 68 แตกต่างกับกลุ่มที่รักษาด้วยยาลดความดันโลหิต ซึ่งมีค่าความดันขณะหัวใจบีบตัวร้อยละ 40 และค่าความดันขณะหัวใจคลายตัวร้อยละ 64 จึงสรุปได้ว่า การบำบัดรักษาผู้ป่วยด้วยโยคะมีประสิทธิภาพมากกว่าการรักษาด้วยยา

การบำบัดรักษาด้วยท่า Reclining hero pose
ท่า Reclining hero pose เป็นท่าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโยคะแนะนำในการบำบัดรักษา 


- นั่งคุกเข่าแล้วค่อยๆ หย่อนก้นลงบนพื้นให้ก้นอยู่ระหว่างส้นเท้า
- ยืดแขนทั้ง 2 ข้างขึ้นเหนือศรีษะ
- ค่อยๆ หงายหลังนอนลงไป กดไหล่ลงบนพื้น ยืนแขนทั้งสองข้างไปด้านบนตรงๆ ปล่อยตัวตามสบาย ทำค้างไว้ 45 วินาที - 1 นาที
- ทำเป็นประจำทุกวัน หากเลือกได้ควรทำในช่วงเช้า หลังตื่นนอน หรือสามารถทำในช่วงเวลาใดก็ได้ แต่ไม่ควรทำหลังทานอาหารใหม่ๆ
หากใครมีคนในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ละก็ ลองหันมารักษาด้วยโยคะดูนะ ไม่เสียเงิน แถมยังสามารถทำได้เอง คนที่ไม่เป็นโรคนี้ก็ทำได้นะ เพราะนอกจากช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายได้ด้วย มีประโยชน์สุดๆ เลยล่ะ

Story : Martmatt
ขอขอบคุณ

สูบบุหรี่-ดื่มแอลกอฮอล์ เสี่ยง “มะเร็งคอหอย”


สูบบุหรี่-ดื่มแอลกอฮอล์ เสี่ยง “มะเร็งคอหอย”

หากพูดถึงพฤติกรรมที่ไม่ดีของคนไทยโดยเฉพาะผู้ชายแล้ว คงหนีไม่พ้นการดื่มเหล้าสูบบุหรี่ งานบุญงานบาปมาหมด จริงๆ แล้วแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เป็นสาเหตุของสารพัดโรคมากมายนับไม่ถ้วน แต่ที่น่ากลัว และพบในคนไทยได้เรื่อยๆ ไม่แพ้โรคอื่นๆ คือ มะเร็งคอหอย”

คอหอยอยู่ตรงส่วนไหน ทำหน้าที่อะไร?
คอหอย โดยทั่วไปจะหมายถึง คอหอยส่วนของกล่องเสียง ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อกลุ่มหนึ่งของลำคอที่อยู่ด้านซ้าย ขวา และหลังของกล่องเสียง เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบไปด้วยเยื่อเมือก กล้ามเนื้อ เส้นประสาท หลอดเลือด และระบบน้ำเหลือง
เนื้อเยื่อกลุ่มนี้ทำหน้าที่ช่วยกลืนอาหาร ช่วยออกเสียง ช่วยหายใจ และเป็นส่วนที่ติดกับหลอดอาหาร

คอหอย มีสาเหตุจากอะไร?
เหมือนกับโรคมะเร็งอื่นๆ ที่อาจไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุด คือการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของพันธุกรรม และการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น ขาดการทานผัก และผลไม้มากเพียงพอ เป็นต้น

มะเร็งคอหอย มีอาการอย่างไร?
- เจ็บคอเรื้อรัง อาการเจ็บคล้ายกับมีอะไรติดอยู่ในคอตลอดเวลา
- กลืนอาหาร หรือน้ำได้ลำบาก หรือมีความรู้สึกเจ็บ บางครั้งอาจเจ็บไปถึงหูระหว่างกลืน
- น้ำลาย หรือเสมหะปนเลือด
- มีกลิ่นปากรุนแรงจากอาการเน่า หรืออักเสบของแผลมะเร็งที่อาจติดเชื้อ
- หากมะเร็งลามเข้าไปในกล่องเสียง อาจเสียงแหบพร่า ออกเสียงลำบาก
- หากมะเร็งลามเข้าไปใกล้ทางเดินหายใจ อาจทำให้หายใจลำบาก
- หากมะเร็งลามไปถึงต่อมน้ำเหลือง อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต อาจคลำขนาดได้จากภายนอก และอาจพบต่อมน้ำเหลืองโตได้มากกว่า 1 ที่

โรคมะเร็งคอหอย มีผลข้างเคียงหรือไม่?
ผลข้างเคียง หรือภาวะแทรกซ้อนของโรคมะเร็งคอหอย อาจทำให้มีความจำเป็นที่ต้องสูญเสียเนื้อเยื่อบริเวณคอหอยไป มีผลต่อการกลืนอาหารที่ลำบากขึ้น หรือการออกเสียงลำบาก จนถึงขั้นต้องผ่าตัดเอากล่องเสียงออก จึงทำให้ไม่สามารถเปล่งเสียงได้ และต้องมีรูเปิดของท่อลมออกที่หน้าคอ แต่ยังสามารถฝึกพูดได้
หากเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง หรือผิวซีด เลือดออกง่าย ไปจนถึงมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
นอกจากนี้ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา อาจทำให้ผนังลำไส้ทะลุ หรือมีสิวเกิดขึ้นตามตัวได้

โรคมะเร็งคอหอย รักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตั้งแต่ช่วงระยะแรกๆ ก็มีโอกาสหายเหมือนกับโรคมะเร็งอื่นๆ โดยมีอัตราอยู่รอดที่ 5 ปีภายหลังเข้ารับการรักษา หรือ 50% หากเข้ารับการรักษาตั้งแต่พบเชื้อมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกสุด (มีทั้งหมด 4 ระยะ) แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วย

โรคมะเร็งคอหอย มีวิธีป้องกันหรือไม่?
เราไม่สามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ 100% แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้ง่ายๆ โดยไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์จัด รวมทั้งไม่เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีควันบุหรี่ และรักษาสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ
ขอขอบคุณ
ข้อมูล : หาหมอ